วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (14 ตุลาคม 2516)

                 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (14 ตุลาคม 2516)
วันที่ 9 ตุลาคม 2516 นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนเริ่มรวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเรียกร้องให้ตัวผู้ถูกจับกุมและคืนรัฐธรรมนูญให้ประชาชน จำนวนผู้ประท้วงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่รัฐบาลก็ไม่ยอมปฏิบัติตาม จนถึงวันที่ 13 ตุลาคม การเดินขบวนครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยก็เริ่มขึ้น คนหลายแสนคนเดินออกจากธรรมศาสตร์เคลื่อนขบวนมายังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและพระบรมรูปทรงม้า มีการเพิ่มข้อเรียกร้องให้ผู้นำประเทศลาออกจากตำแหน่ง
เช้าวันที่ 14 ตุลาคม ได้เกิดจลาจลขึ้น รัฐบาลได้ส่งทหารเข้ามาปราบจึงเกิดการนองเลือดขึ้นมีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ครั้งนี้เรียกว่า วันมหาวิปโยค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพยายามแก้ไขสถานการณ์เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบและยุติการนองเลือด โดยในตอนหัวค่ำวันนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้จอมพลถนอม กิตติขจร ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานแก่ประชาชนทางวิทยุโทรทัศน์ ขอให้ทุกฝ่ายทุกคนจงระงับเหตุแห่งความรุนแรงด้วนการตั้งสติยับยั้ง เพื่อให้ชาติบ้านเมืองคืนสู่สภาพปกติโดนเร็ว พร้อมกับทรงแจ้งว่า จอมพลถนอม กิตติขจร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว และได้ทรงแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และองคมนตรีให้เป็นนายกรัฐมนตรีแทน
เหตุการณ์ที่เรียกว่า วันมหาวิปโยค ได้สิ้นสุดลงเมื่อ จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์กิตติขจรได้เดินทางออกนอกประเทศ

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

สาเหตุ(14 ตุลาคม 2516)


สาเหตุ(14 ตุลาคม 2516)


ก่อนที่จอมพลถนอม กิตติขจร จะยึดอำนาจตัวเอง นิสิตนักศึกษาและประชาชนทั่วไปต่างก็ไม่ค่อยพอใจรัฐบาล แต่ความรุนแรงก็ผ่อนคลายลงไปได้บ้าง เพราะขณะนั้นยังมีสภาผู้แทนราษฎร ที่เป็นปากเสียงของประชาชนอยู่ และประชาชนยังหวังว่ารัฐบาลของจอมพลถนอมอาจ้องหมดอำนาจไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญได้ ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับ พุทธศักราช 2511 จะมิใช่รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงก็ตาม เมื่อรัฐบาลรัฐประหารยึดอำนาจของตนเอง ยกเลิกรัฐธรรมนูญหันไปใช้อำนาจเผด็จการโดยปรพกาศใช้รัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 จึงทำให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลมากขึ้นแต่ยังไม่มีผู้ใดแสดงตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลอย่างเปิดเผย เพราะเกรงอำนาจของคณะรัฐประหาร ต่อมาเมื่อมีผู้ใช้อำนาจของคณะรัฐประหารไปในทางที่มิชอบ และก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชนทั่วไป นิสิต นักศึกษา จึงเริ่มมีบทบาทในการรวมตัวกันเพื่อต่อต้านอำนาจที่ไม่ชอบธรรม

ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างขบวนการนิสิตนักศึกษา คือ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ในระหว่าง พ.ศ. 2514 - 2515 มีความคิดเบื้องต้นที่จะต่อสู้เพื่อให้ประเทศมีรัฐธรรมนูญ ช่วงเวลานั้นการแสดงออกทางกิจกรรมทางการเมืองสมัยที่อำนาจเผด็จการทหารกำลังปกครองบ้านเมืองอยู่เป็นสิ่งที่ขัดต่อกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ขบวนการนิสิตนักศึกษาจึงหันไปรณรงค์เพื่อต่อต้านการเข้ามาครอบงำเศรษฐกิจไทยของชาวญี่ปุ่น ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยกำลังประสบกับภาวะการขาดดุลทางการค้ากับประเทศญี่ปุ่นในอัตราที่สูงมาก การดำเนินการของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาในครั้งนั้นจึงสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะลดดุลการค้าที่เสียเปรียบญี่ปุ่นอยู่พอดี อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของการต่อต้านญี่ปุ่นมิได้อยู่ที่เนื้อหา แต่อยู่ที่ว่าการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นนั้น คือก้าวสำคัญในการพัฒนาการรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของนิสิตนักศึกษา การต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นนั้นมิได้ประสบผลสำเร็จอย่างที่คาดไว้ แต่ผลที่ได้รับก็คือ การเผยแพร่กิจกรรมของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประทศไทยโดยสื่อมวลชนทั้งหลาย และยังปลูกฝังความรู้สึกชาตินิยมในหมู่สิสิตนักศึกษา

ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2515 และต้นปี พ.ศ. 2516 มีการประท้วงของนิสิตนักศึกษา ทั่วราชอาณาจักร ผลของการประท้วงเหล่านั้นสร้างความรู้สึกร่วมกันในบรรดานิสิตนักศึกษา

บทบาทสำคัญทางการเมืองของนิสิตนักศึกษา เกิดขึ้นเมื่อนิสิตนักศึกษาประสบผลสะเร็จในการประท้วงประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 299 ซึ่งให้อำนาจแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเฉียบขาดในขณะนั้น อาจเป็นเพราะว่าคณะปฏิวัติกำลังก่อตั้งรัฐบาลใหม่ ประกอบกับมีพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร อีกทั้งยังมีทนายความ นักกฎหมายและอาจารย์สอนกฏหมายอีกหลายคนที่สนับสนุนการประท้วงของนักศึกษา จึงนับเป็นชัยชนะของนิสิตนักศึกษาและมีผลอย่างยิ่งต่อความรู้สึกของขบวนการนักศึกษาส่วรรวม

นิสิตนักศึกษามีบทบาทสำคัญอีกในกรณีทุ่งใหญ่นเรศวร อันเกิดจากคณะนายทหารและตำรวจกลุ่มหนึ่งนำเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพไปล่าสัตว์ป่าที่ทุ่งใหญ่นเรศวร นับเป็นพฤติกรรมที่ไม่เคารพกฎหมาย เมื่อประชาชนทราบพฤติกรรมดังกล่าวก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งเป็นผลเสียต่อรัฐบาล นอกจากนี้ยังมรบทบาทสำคัญในการคัดค้านต่ออายุราชการของจอมพลถนอม กิตติขจร และพลเอกประภาส จารุเสถียร และหลังจากนั้นไม่นานก็คัดค้านการเลื่อนยศของพลเอกประภาส ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก อธิบดีกรมตำรวจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อม ๆ กันขึ้นเป็นจอมพล

หลังจากนั้นก็เกิดกรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง คัดค้ายคำสั่งของอธิบดีจากการที่อธิบดีไล่กลุ่มนักศึกษาที่กล่าวโจมตีรัฐบาลในกรณีเรื่องทุ่งใหญ่นเรศวรออกจากการเป็นนักศึกษา ขณะเดียวกันที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็มีการประท้วงกรณีนักเรียนนายเรืออากาศได้เข้ามาเรียนในมหาวิยาลัยโดยไม่ต้องผ่านการสอบคัดเลือก การประท้วงของนักศึกษากว่า 3 หมื่นคน เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2516 นับได้ว่าเป็นการประท้วงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักศึกษาในประวัติศาสตร์ไทย โดยนักศึกษาได้เรียกร้องให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงลาออกจากตำแหน่ง และให้นักเรียนนายเรืออากาศออกไปจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ต่อมาได้มีการเพิ่มข้อเรียกร้องให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือน

จะเห็นได้ว่าในระยะหลังนี้นิสิตนักศึกษาได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี สาระสำคัญในการประท้วงก็ยังคงเป็นเรื่องของการศึกษาและเล่าเรียน ประชาชนโดยทั่วไปก็ยังไม่ค่อยสนใจมากนัก รัฐบาลขณะนั้นแสดงท่าทีว่าจะยินยอมตามข้อเรียกร้องของนิสิตนักศึกษา แต่ในที่สุดก็กลับคำไม่ยินยอมในภายหลัง ทำให้นิสิตนักศึกษาไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นผลเสียหายอย่างร้ายแรงในอีกไม่กี่เดือนต่อมา

ขณะที่พลังของฝ่ายนิสิตนักศึกษากำลังก่อเป็นรูปร่างขึ้นไปเรื่อย ๆ และประชาชนกำลังเบื่อหน่ายรัฐบาลของจอมพลถนอม อยู่นั้น ก็เกิดกรณีจับกุมนักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัยและนักกฎหมายที่ออกแจกเอกสารและใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญจำนวน 13 คน ในเดือนตุลาคม 2516

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

            เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 นับเป็นเหตุการณ์สำคัญในทางการเมืองของไทยสมัยใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นความตื่นตัวทางการเมืองของพลังมวลชนนอกระบบราชการ โดยเฉพาะนิสิต นักศึกษาและประชาชนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านการปกครองแบบเผด็จการทหาร  เรียกร้องรัฐธรรมนูญ และการปกครองแบบประชาธิปไตย
            จุดเริ่มต้นในการแสดงพลังของนิสิตนัก ศึกษาเกิดจากการเคลื่อนไหวต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นและต่อต้านการที่รัฐบาลยอม ให้มีการตั้งฐานทัพของต่างชาติในประเทศและขยายมาสู่การเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จากรัฐบาลเผด็จการทหารของจอมพลถนอม  กิตติขจร เมื่อจอมพลถนอมได้ทำการปฏิวัติตนเองและยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2512
            กลุ่มนิสิต นักศึกษา และประชาชน ที่ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญและการปกครองระบอบประชาธิปไตย การประท้วงเริ่มจากกลุ่มนักศึกษาและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเป็นจำนวนมากขึ้น เมื่อมีการเดินขบวนจึงมีจำนวนผู้ร่วมเดินขบวนนับแสนคน การประท้วงดังกล่าวเป็นไปโดยสันติวิธี แต่ได้เกิดการปะทะกับกำลังตำรวจและทหาร ทำให้เกิดการจลาจล แต่ผลของการเดินขบวนได้ทำให้รัฐบาลเผด็จการทหารของจอมพลถนอมต้องลาออก กล่าวกันว่า ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยอีกระดับหนึ่ง ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น มีการร่างรัฐธรรมนูญและประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2517  ที่เปิดโอกาสให้คนกลุ่มต่างๆ มีส่วนร่วมทางการเมือง ผ่านระบบการเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง มีการถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร  
เหตุการณ์ ตุลาคม พ.ศ. 2519
            สภาพการเมืองหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.  2516 มีบรรยากาศทางการเมืองที่เปิดกว้างมากขึ้น เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ทั้งกลุ่มที่มีอุดมการณ์เสรีนิยมและสังคมนิยม ต่างมีโอกาสในการเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ ได้แพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะอุดมการณ์สังคมนิยมที่เริ่มแพร่หลายมากขึ้น กลุ่มที่มีผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจเริ่มหวาดระแวงและคิดว่าพลังของ นิสิตนักศึกษาขณะนั้นเป็นสิ่งอันตรายซึ่งจะนำไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ ปัญหาความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างกลุ่มแนวคิดสังคมนิยมและ แนวคิดเสรีประชาธิปไตย  เป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มเผด็จการทหารกลับเข้ามาแทรกแซงและเข้ายึดอำนาจทาง การเมือง
            จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ ตุลาคม พ.ศ. 2519 เกิดขึ้นเมื่อนักศึกษาได้ต่อต้านการกลับเข้าประเทศของ จอมพลถนอม  กิตติขจร ซึ่งบวชเป็นสามเณรเดินทางเข้ามาทางสิงคโปร์ เพื่อเข้ามาบวชพระที่วัดในกรุงเทพฯ รวมทั้งการประท้วงการเดินทางเข้าประเทศของจอมพลประภาส ที่พยายามจะเดินทางเข้าประเทศ การต่อต้านได้ดำเนินและลุกลามเพิ่มขึ้น จนกระทั่งผู้ต่อต้านที่นครปฐมถูกแขวนคอ เป็นเหตุให้เกิดการชุมนุมของนิสิตนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการแสดงการแขวนคอล้อเลียนการเมือง แต่ภาพล้อเลียนของนักศึกษาดังกล่าว เมื่อถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ จึงถูกกล่าวหาว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะในภาพมีส่วนละม้ายคล้ายคลึงพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์หนึ่ง ทำให้เกิดการต่อต้านและมีการโจมตีและสังหารนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ ตุลาคม พ.ศ. 2519 และในตอนเย็นวันเดียวกันนั้น พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ได้ยึดอำนาจและประกาศยุบสภา ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.  2517 และมีการแต่งตั้ง นายธานินทร์  กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งปีถัดมา ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.  2520 พลเรือเอกสงัด  ชลออยู่ ได้ทำการยึดอำนาจอีกครั้ง และแต่งตั้ง พลเอกเกรียงศักดิ์  ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี
เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535
            เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 20 พฤษภาคม พ.ศ.  2535 เป็นเหตุการณ์ชุมนุมของประชาชนเพื่อต่อต้านการขึ้นสู่ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกสุจินดา  คราประยูร หนึ่งในผู้นำทหารในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ซึ่งได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พลเอกชาติชาย  ชุณหะวัณ ที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ผลของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ได้แสดงให้เห็นปฏิกิริยาของประชาชนที่ต่อต้านกระบวนการทางการเมืองที่พยายาม ยึดอำนาจรัฐในแบบเก่า และสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนที่ต้องการให้มีการพัฒนา ประชาธิปไตย มีระบบรัฐสภาที่มีตัวแทนของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง มากกว่าที่จะยอมรับการขึ้นมามีอำนาจของกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือก ตั้ง เหตุการณ์พฤษภาทมิฬได้ส่งผลสำคัญต่อการเมืองไทยในปัจจุบัน เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นให้มีกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองการ ปกครอง แก้ไขรัฐธรรมนูญและร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.  2540 นอกจากนี้ หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ทหารหรือกองทัพซึ่งเคยมีบทบาทอย่างมากในการเมืองไทยถูกลดบทบาทลง