วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การประทวงของนักศึกษา


  

การเคลื่อนไหวของนักศึกษาก่อน 14 ตุลา

 หลังจากตกอยู่ในยุค “สายลมแสงแดด” มานาน ช่วงปี 2511-13 ถือได้ว่าเริ่มเข้าสู่ยุค “ฉันจึงมาหาความหมาย” ของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ซึ่งคนหนุ่มสาวที่ต้องการความหมายจากมหาวิทยาลัยมากกว่าปริญญาบัตร เริ่มรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อศึกษาและทำกิจกรรมมากขึ้น เช่น ออกหนังสือ ตั้งชมรมชุมนุมและกลุ่มอิสระต่าง ๆ มีการจับกลุ่มถกเถียงสัมมนากัน หรือออกค่ายอาสาพัฒนาในชุมชนชนบทและชุมชนเมือง เริ่มวิพากษ์วิจารณ์สังคม เริ่มต่อต้านการครอบงำทางการเมืองเศรษฐกิจโดยประเทศมหาอำนาจและต่อต้านระบบเผด็จการทหาร
   กลางปี 2511 บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเริ่มคึกคักมากขึ้น เมื่อมีนักศึกษาและประชาชนเดินขบวนเพื่อประท้วงการขึ้นค่ารถโดยสารรถเมล์ ณ บริเวณสนามหลวง ภายหลังจากที่รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจรประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่ร่างมานานตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ เพียง 1 วัน เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2512 ก็มีการรวมตัวเป็น “กลุ่มนิสิตนักศึกษาสังเกตการณ์เลือกตั้ง”พอถึงเดือนพฤศจิกายน 2515 ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) เริ่มแสดงบทบาทเด่นชัด โดยหยิบประเด็นทางเศรษฐกิจมารณรงค์ให้คนหันมานิยมใช้สินค้าไทย ใช้เสื้อผ้าดิบตัดเสื้อ จนถึงรณรงค์ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นในเดือนพฤศจิกายน 2515 มีการเดินขบวนหลายครั้ง และ ศนท. ยังได้ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลให้หาทางลดการเสียเปรียบกับญี่ปุ่นทุกวิถีทาง นักศึกษาทุกมหาวิทยาลัยต่างก็ให้ความร่วมมือในการรณรงค์ครั้งนี้ และถือเอาวันที่ 20-30 พฤศจิกายน เป็น “สัปดาห์ไม่ซื้อสินค้าญี่ปุ่น” และเมื่อคณะปฏิวัติออกประกาศฉบับที่ 299 เปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหารสามารถก้าวก่ายอำนาจตุลาการได้ นิสิตนักศึกษาจากหลายสถาบันก็ได้ร่วมกันเดินขบวนไปนั่งประท้วงตลอดคืนวันที่ 19 ธันวาคม 2515 ที่หน้ากระทรวงยุติธรรม จนในที่สุดประกาศคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวก็ต้องถูกยกเลิกไป ระหว่างวันที่ 5-20 มกราคม 2516 ศนท. ได้จัดการรณรงค์ให้มี “ปักษ์เลิกซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยของต่างประเทศ” เพื่อหวังที่จะเปลี่ยนค่านิยมในการใช้สินค้าฟุ่มเฟือยจากต่างประเทศของคนไทยจากนั้นก็มีการจัด “สัปดาห์สงครามอินโดจีน” ขึ้นที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 12-16 กุมภาพันธ์ 2516 เพื่อวิพากษ์วิจารณ์จักรวรรดินิยมอเมริกาและรัฐบาลเผด็จการทหารในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2516 การเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาเข้มข้นขึ้นอีก เมื่อกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้ออกมาเปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่คณะนายทหารและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่พากันเข้าไปล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรี โดยใช้อาวุธในราชการสงคราม รถจี๊ป แม้กระทั่งเฮลิคอปเตอร์ในการล่าสัตว์ แต่ความได้แตกขึ้นเมื่อในเที่ยวกลับ เฮลิคอปเตอร์ 1 ลำเกิดอุบัติเหตุตกลง ซากสัตว์ป่าที่บรรทุกมากระจายเกลื่อน เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ให้มีการสอบสวนเอาความผิดกับคณะบุคคลดังกล่าว แต่จอมพลถนอม และจอมพลประภาส กลับพูดในทำนองว่า คณะบุคคลดังกล่าวไม่ได้เข้าไปล่าสัตว์ หากแต่เข้าไปราชการลับ เหตุการณ์ล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่ฯ นี่เอง ที่ทำให้เกิดการคัดชื่อนักศึกษา ม. รามคำแหงจำนวน 9 คนออก เหตุเพราะพวกเขาได้รวมกลุ่มกันออกหนังสือของชมรมคนรุ่นใหม่ชื่อ มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคำตอบ ซึ่งมีข้อความที่ถากถางรัฐบาลต่อกรณีล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่ฯ และการต่ออายุราชการของจอมพลถนอม ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด และจอมพลประภาส ในฐานะผู้บัญชาการทหารบกอีกคนละ 1 ปี จากกรณีลบชื่อนักศึกษาออกนี่เอง ทำให้นักศึกษารามคำแหงรวมตัวประท้วงคำสั่งของ ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดี โดยมี ศนท. เข้าร่วมสนับสนุนด้วย การประท้วงจึงมีนิสิตนักศึกษาจากทุกสถาบันนับหมื่นคนเข้าร่วมเดินขบวนประท้วงจากทบวงมหาวิทยาลัยไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยระหว่างวันที่ 21-22 มิถุนายน 2516 โดยในระยะแรก การเรียกร้องของนักศึกษาต้องการเพียงให้ ม. รามคำแหงรับนักศึกษาทั้ง 9 คนกลับเข้าเรียนดังเดิม และเรียกร้องให้อธิการบดีลาออก แต่ต่อมาก็มีการเรียกร้องเพิ่มเติมให้รัฐบาลคืนอำนาจการปกครองแก่ประชาชน และประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือน  ผลการประท้วงทำให้นักศึกษาทั้ง 9 คนได้กลับเข้าเรียนตามปกติ ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ ก็ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี และรัฐบาลสัญญาว่าจะให้รัฐธรรมนูญในเร็ววัน ซึ่งบรรดาผู้นำนักศึกษาได้ให้คำมั่นสัญญากับผู้ชุมนุมว่า อีก 6 เดือนถ้ารัฐบาลไม่ยอมคืนรัฐธรรมนูญให้ประชาชน ก็ขอให้ทุกคนมาพบกันเพื่อทวงถามด้วยการเดินขบวนประท้วง 
      จากเหตุการณ์นี้ทำให้กลุ่มผู้นำนักศึกษา ตลอดจนอาจารย์มหาวิทยาลัย นักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ และผู้สนใจ ร่วมกันก่อตั้ง “กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” ขึ้น แล้วในเวลาต่อมาก็มีการร่วมเซ็นชื่อในคำประกาศเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 100 คน จนกระทั่งเกิดการจับกุมสมาชิก “กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” ที่ออกเดินรณรงค์ แจกใบปลิวและหนังสือเรียกร้องรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2516 กลายเป็นจุดชนวนประวัติศาสตร์นำไปสู่เหตุการณ์ “14 ตุลา” ในที่สุด